การใส่สายคาปัสสาวะ คือ การสอดใส่ สายยางสำหรับสวนปัสสาวะ ที่ปลอดเชื้อ แบบมีลูกโป่งที่ปลายสาย ผ่านปากช่องท่อ ปัสสาวะ เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ แล้วจะใส่น้ำปราศจากเชื่อเข้าไปทางท่อที่ทำให้ลูกโป่งพองออกมาสายสวนจึงเลื่อนออกมาไม่ได้ ทำให้น้ำปัสสาวะไหลออกมาได้

เหตุใดที่ควรใส่สายสวนคาปัสสาวะ

  1. เพื่อระบายให้ปัสสาวะไหลออกมาได้สะดวกในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ
  2. เพื่อประเมินการทำงานของไต ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดใหญ่ หรืออยู่ภาวะช็อค
  3. เพื่อป้องกันการปนเปื้อน หรือติดเชื้อในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว มีแผล ขนาดใหญ่ ที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ แผลที่ก้น

การดูแลผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ จะต้องได้รับการดูแลและทำความสะอาด อย่างเหมาะสม และถูกต้องต้อง ซึ่งการทำความสะอาดจะต้องทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

ขั้นตอนการปฏิบัติ

  1. ต้องดูแลให้สายสวนและถุงปัสสาวะ อยู่ในระบบปิดตลอดเวลา
  2. ถุงปัสสาวะต้องยู่ระดับต่ำกว่า ระดับเอวหากต้องยกสูงให้หักพับสายก่อน
  3. กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ หากมีข้อจำกัดให้ตะแคงตัวแทน ระวังอย่าให้สายปัสสาวะหัก พับงอซึ่งอาจจะเกิดจากการนอนทับ
  4. แนะนำให้ดื่มน้ำวันหละ 2,500-3,000 ซีซี (ในกรณีที่ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการดื่มน้ำ)
  5. ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว อาจต้องผูกยึดเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยดึงสายสวนปัสสาวะและต้องคอยสังเกตไม่ให้มีรอยแผลจากการผูกยึด
  6. สังเกตลักษณะสีกลิ่น หากตะกอนเกาะสายหรือถุงปัสสาวะให้เปลี่ยนสายและถุงใหม่ที่โรงพยาบาล
  7. ถ้าปัสสาวะขุ่น หรือมีไข้ให้พบแพทย์
  8. ควรเปลียนสายสวนทุก 2 สัปดาห์ – 1 เดือน ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ส่วนถุงปัสสาวะ ให้เปลี่ยนเมื่อ ถุงเริ่มสกปรก
  9. การล้างทำความสะอาดโดยการฟอกสะบู่ ดึงหนังหุ้มปลายลงฟอกให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ต้องระวังการดึงรั้งสายสวน และดึงหนังหุ้มปลายขึ้นทุกครั้งหลังทำความสะอาด

อาการผิดปกติที่ควรสังเกต

  1. กลิ่น แสดงถึงอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อชนิดอื่นๆ
  2. รูเปิดท่อปัสสาวะ บวม แดง และมีหนองซึมออกมาอาจแสดงถึง มีการทำความสะอาดไม่ดี หรือมีการติดเชื้อ
  3. มีไข้ แสดงถึงการติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะรั่วไหล อาจแสดงถึงสายปัสสาวะ มีการขัดข้อง

Start typing and press Enter to search

โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal stenosis)